แอปดูดเงินไม่ได้เจาะเข้ามือถือแบบเวทมนตร์ — เกือบทุกเคสเริ่มจากการที่เราเอง “อนุญาต” บางอย่างให้แอปปลอมโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งไฟล์นอกสโตร์ กดยอมรับสิทธิ์ที่ไม่ควรให้ หรือคลิกลิงก์ที่หลอกให้ลงโปรไฟล์แปลกปลอม ข่าวดีคือทั้ง Android และ iPhone มีสวิตช์ตั้งค่าที่ปิดช่องโหว่พวกนี้ได้เกือบหมด แค่ต้องรู้ว่าอยู่ตรงไหนและควรตั้งอย่างไร บทความนี้ไล่ทีละขั้นให้ตั้งครั้งเดียวแล้วอุ่นใจได้ยาว ๆ
ทำไมแอปดูดเงินถึงเข้าถึงเงินในบัญชีได้
แอปดูดเงินส่วนใหญ่ไม่ได้ “แฮก” ธนาคารโดยตรง แต่อาศัยช่องทางที่มือถือเราเปิดไว้เอง 3 แบบหลัก ๆ คือ
- ขอสิทธิ์ระดับสูงเกินความจำเป็น เช่น Accessibility Service บน Android ที่ให้แอปอ่าน/กดหน้าจอแทนเราได้ทั้งหมด
- แอบอ่านข้อความ/การแจ้งเตือน เพื่อดัก OTP หรือ SMS ยืนยันตัวตนจากธนาคาร
- หลอกให้ติดตั้งโปรไฟล์/แอปนอกช่องทางทางการ ที่ข้ามการตรวจสอบของ Google Play หรือ App Store ไปเลย
ถ้าปิดช่องทางทั้งสามนี้ตั้งแต่ต้น โอกาสโดนแอปดูดเงินจะลดลงมาก แม้จะเผลอกดลิงก์แปลกเข้ามาก็ตาม
ตั้งค่ากันแอปดูดเงินบน Android
1. ปิดการติดตั้งแอปจากแหล่งที่ไม่รู้จัก
ไปที่ Settings > Apps > Special access > Install unknown apps (ชื่อเมนูอาจต่างกันเล็กน้อยตามยี่ห้อ) แล้วเช็คทีละแอปในลิสต์ว่าตัวไหนมีสิทธิ์ “ติดตั้งแอปอื่น” อยู่บ้าง ถ้าไม่ใช่ Chrome หรือ Play Store ให้ปิดทิ้งทั้งหมด แอปดูดเงินจำนวนมากเข้ามาในรูปไฟล์ .apk ที่ส่งผ่านไลน์หรือลิงก์ SMS แล้วอาศัยสิทธิ์นี้ติดตั้งตัวเองแบบเงียบ ๆ
2. เปิด Google Play Protect ให้สแกนตลอดเวลา
เข้า Play Store > แตะไอคอนโปรไฟล์ > Play Protect > เปิดสวิตช์ “สแกนแอปด้วย Play Protect” และ “ปรับปรุงการตรวจจับแอปที่เป็นอันตราย” ระบบจะสแกนแอปทั้งเครื่องอัตโนมัติ รวมถึงแอปที่ติดตั้งนอก Play Store ด้วย ถ้าเจอความเสี่ยงจะแจ้งเตือนทันทีโดยไม่ต้องเปิดแอปสแกนไวรัสเพิ่ม
3. ตรวจสอบสิทธิ์ Accessibility Service ทั้งหมด
ไปที่ Settings > Accessibility แล้วดูรายการแอปที่ได้รับสิทธิ์นี้ นี่คือสิทธิ์ที่อันตรายที่สุดเพราะให้แอป “เห็นและกดแทนเรา” ได้ทุกหน้าจอ รวมถึงหน้าแอปธนาคาร แอปที่ควรมีสิทธิ์นี้จริง ๆ มีไม่กี่ตัว เช่น แอปอ่านหน้าจอเพื่อผู้พิการทางสายตา ถ้าเจอแอปที่ไม่คุ้นชื่อ หรือแอปที่เพิ่งลงแล้วขอสิทธิ์นี้ทันทีโดยไม่มีเหตุผล ให้ปิดและถอนการติดตั้งทันที
4. เช็คสิทธิ์ “แสดงผลทับแอปอื่น” และการเข้าถึง SMS
ที่ Settings > Apps > Special access > Display over other apps ให้ปิดสิทธิ์นี้กับทุกแอปที่ไม่จำเป็นต้องลอยหน้าต่างทับ (แอปดูดเงินใช้สิทธิ์นี้สร้างหน้าจอปลอมทับแอปธนาคารจริง) และเช็คใน Settings > Apps > [ชื่อแอป] > Permissions ว่ามีแอปไหนขอสิทธิ์อ่าน SMS ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับการส่งข้อความเลยหรือไม่
5. อัปเดตระบบและแอปธนาคารให้ล่าสุดเสมอ
เปิด auto-update ทั้งระบบปฏิบัติการ (Settings > System > System update) และแอป (Play Store > Settings > Auto-update apps) เพราะแพตช์ความปลอดภัยส่วนใหญ่ออกมาเพื่อปิดช่องโหว่ที่แอปอันตรายใช้เจาะระบบ
ตั้งค่ากันแอปดูดเงินบน iPhone
iOS ปิดการติดตั้งแอปนอก App Store ไว้เป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว ทำให้ความเสี่ยงต่างจาก Android แต่ก็ยังมีช่องทางอื่นที่มิจฉาชีพใช้หลอกได้ ต้องเช็คจุดเหล่านี้แทน
1. ตรวจสอบ Configuration Profile และ VPN ที่ไม่รู้จัก
ไปที่ Settings > General > VPN & Device Management ถ้าเห็นโปรไฟล์ที่ไม่ได้ติดตั้งเอง (บางครั้งมาในชื่อดูน่าเชื่อถือ เช่น ชื่อคล้ายหน่วยงาน) ให้ลบทิ้งทันที โปรไฟล์เหล่านี้สามารถเปลี่ยนเส้นทางอินเทอร์เน็ตหรือดักข้อมูลที่พิมพ์ผ่านมือถือได้โดยไม่ต้องอาศัยแอปเลย
2. ปิดการติดตั้งแอปนอก App Store ผ่าน Screen Time
ที่ Settings > Screen Time > Content & Privacy Restrictions > iTunes & App Store Purchases ตั้งค่า “Installing Apps” และ “App Removal” ให้ต้องใส่รหัสก่อนทุกครั้ง เพื่อกันคนอื่นแอบติดตั้งแอปแปลกผ่านมือของเราตอนไม่ทันระวัง
3. เปิด Face ID / Touch ID คู่กับ Stolen Device Protection
ที่ Settings > Face ID & Passcode > Stolen Device Protection เปิดสวิตช์นี้ไว้เสมอ เพราะเพิ่มการยืนยันตัวตนอีกชั้นสำหรับการเปลี่ยนรหัสผ่านสำคัญหรือถอนเงินผ่านมือถือ กรณีเครื่องหลุดมือไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย
4. ตรวจสอบสิทธิ์ Notification และ Camera/Microphone ของแต่ละแอป
ไปที่ Settings > Privacy & Security ไล่ดูทีละหมวด (Camera, Microphone, Notifications) ว่ามีแอปหน้าตาไม่คุ้นได้รับสิทธิ์ไปโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ แอปดูดเงินบน iPhone มักมาในคราบแอปสแกนเอกสาร แอปแต่งรูป หรือแอปตรวจดวงที่ขอสิทธิ์เกินความจำเป็นตั้งแต่ตอนติดตั้ง
5. อย่ากด “Trust” ลิงก์ที่ให้ติดตั้งผ่าน TestFlight หรือ Enterprise Certificate โดยไม่รู้ที่มา
ช่องทางนี้เป็นวิธีที่มิจฉาชีพใช้เลี่ยงการตรวจสอบของ App Store บน iPhone ถ้ามีข้อความชวนติดตั้งแอปพิเศษผ่านลิงก์ TestFlight หรือขึ้นข้อความให้ “Trust” นักพัฒนาที่ไม่รู้จัก ให้ปฏิเสธและลบทิ้งทันที
ตั้งค่าฝั่งแอปธนาคาร/โมบายแบงกิ้งเสริมอีกชั้น (ใช้ได้ทั้ง Android และ iPhone)
- เปิดการแจ้งเตือนทุกรายการเงินเข้า-ออก แม้จำนวนน้อย เพื่อรู้ทันทีถ้ามีธุรกรรมแปลกปลอม
- ตั้งวงเงินโอน/ถอนต่อวันให้พอใช้จริง ไม่ตั้งเผื่อสูงเกินความจำเป็น
- เปิดล็อกแอปธนาคารด้วย Face ID/ลายนิ้วมือแยกจากการล็อกหน้าจอเครื่อง
- ไม่ผูกบัญชีธนาคารกับแอปที่ไม่ใช่ของธนาคารหรือผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้โดยตรง
ธนาคารแต่ละแห่งมีเมนูตั้งค่าความปลอดภัยรายละเอียดต่างกัน แนะนำให้เปิดแอปธนาคารแล้วไล่ดูเมนู “ความปลอดภัย” หรือ “การแจ้งเตือน” ของตัวเองอีกรอบ เพราะบางฟีเจอร์เพิ่งเปิดให้ใช้ทีหลังและอาจไม่ได้เปิดอัตโนมัติ
สัญญาณเตือนว่าอาจมีแอปดูดเงินแฝงอยู่แล้ว
ถ้าตั้งค่าทั้งหมดข้างต้นแล้ว แต่เครื่องเริ่มมีอาการแปลก ๆ เช่น แบตหมดไวผิดปกติ เครื่องร้อนตอนไม่ได้ใช้งานหนัก หรือมีไอคอนแอปที่ไม่เคยลงเอง ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีแอปอันตรายติดตั้งอยู่แล้ว รายละเอียดอาการทั้งหมดและขั้นตอนเช็คแบบละเอียดอ่านต่อได้ในบทความ มือถือโดนไวรัส/แอปดูดเงิน อาการ 10 อย่างที่ต้องเช็คทันที อีกอาการที่มักถูกมองข้ามคือเครื่อง Android ที่จู่ ๆ อืดลงผิดปกติทั้งที่ไม่ได้ลงแอปหนักเพิ่ม ลองไล่เช็คตามขั้นตอนใน มือถือ Android ช้า วิธีเร่งความเร็วที่ได้ผลจริง ประกอบด้วย เพราะบางครั้งสาเหตุมาจากแอปแปลกปลอมที่แอบทำงานเบื้องหลังตลอดเวลา
คำถามที่พบบ่อย
ตั้งค่าตามนี้แล้วยังต้องลงแอปแอนตี้ไวรัสเพิ่มไหม
สำหรับ Android การเปิด Play Protect ให้ทำงานตลอดเวลาถือว่าเพียงพอสำหรับผู้ใช้ทั่วไปแล้ว ส่วน iPhone ไม่มีความจำเป็นต้องลงแอปแอนตี้ไวรัสเพิ่มเพราะสถาปัตยกรรมของ iOS ไม่อนุญาตให้แอปเข้าถึงระบบไฟล์ของแอปอื่นอยู่แล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือพฤติกรรมการติดตั้งแอปและการให้สิทธิ์อย่างระมัดระวัง
เครื่องเก่าที่อัปเดตระบบไม่ได้แล้ว จะป้องกันยังไง
ให้เข้มงวดกับการติดตั้งแอปนอกสโตร์และสิทธิ์ Accessibility มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นเครื่องที่ไม่มีแพตช์ความปลอดภัยล่าสุดมาปิดช่องโหว่ให้ ควรพิจารณาแยกใช้แอปธนาคารในเครื่องที่ยังอัปเดตได้อยู่แทนถ้าเป็นไปได้
เผลอกดลิงก์แปลกไปแล้วแต่ยังไม่ได้ติดตั้งอะไร ต้องทำอะไรไหม
ถ้าแค่กดลิงก์แต่ไม่ได้กดยืนยันติดตั้งไฟล์หรือกรอกข้อมูลใด ๆ ความเสี่ยงจะต่ำกว่ามาก แต่แนะนำให้ตรวจสอบรายการแอปที่ติดตั้งล่าสุดและสิทธิ์ Accessibility อีกครั้งเพื่อความชัวร์ตามขั้นตอนในบทความนี้
ตั้งค่าความปลอดภัยของมือถือครั้งเดียวพอไหม หรือต้องเช็คซ้ำ
ควรกลับมาเช็คซ้ำทุก 2-3 เดือน โดยเฉพาะรายการแอปที่มีสิทธิ์ Accessibility และ Display over other apps เพราะแอปใหม่ที่ลงเพิ่มระหว่างทางอาจขอสิทธิ์เหล่านี้ไปโดยไม่ทันสังเกต
อาการแบตหมดไวเกี่ยวกับแอปดูดเงินจริงไหม หรือเป็นเพราะแบตเสื่อมธรรมดา
ทั้งสองสาเหตุเป็นไปได้ทั้งคู่ ควรแยกเช็คก่อนว่าแบตเสื่อมตามอายุการใช้งานปกติหรือไม่ ดูวิธีเช็คสุขภาพแบตอย่างละเอียดได้ในบทความ iPhone แบตหมดไว ตั้งค่า 12 อย่างที่ควรปิด ถ้าเช็คแล้วแบตยังปกติแต่ยังหมดไวผิดปกติ ค่อยสงสัยไปทางแอปแปลกปลอมแทน
สุดท้ายแล้ว การตั้งค่าเหล่านี้ไม่ได้ทำให้มือถือ “กันแอปดูดเงินได้ 100%” แต่ช่วยปิดช่องทางที่มิจฉาชีพใช้บ่อยที่สุดไปเกือบทั้งหมด ประกอบกับความระมัดระวังตอนติดตั้งแอปใหม่หรือกดลิงก์แปลก ๆ ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานมือถือกับธุรกรรมการเงินอย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวัน หากสงสัยว่ามือถือมีแอปอันตรายติดตั้งอยู่แล้ว ควรตรวจสอบตามรายการอาการที่เชื่อมโยงไว้ด้านบนก่อนตัดสินใจถอนแอปหรือรีเซ็ตเครื่อง และหากมีอาการเร่งด่วนที่เชื่อว่าเงินในบัญชีถูกเข้าถึงจริง ให้ติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีโดยตรงทันทีเพื่อระงับธุรกรรมก่อนดำเนินการอื่นใด